บันทึกจากห้องผ่าตัดเคสผู้ป่วยวัย 88 ปี
ในชีวิตของการเป็นศัลยแพทย์ มีคนไข้บางรายที่จะอยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่เพราะความยากของเคสเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ “ความไว้ใจ” ที่คนไข้และญาติมอบให้ ซึ่งมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลบนบ่าของผม
เรื่องราวนี้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนมกราคม 2567 ผมได้รับเคสผู้ป่วยสูงอายุวัย 88 ปี ท่านมาโรงพยาบาลในภาวะวิกฤต ลำไส้ใหญ่อุดตันโดยสมบูรณ์ (Complete colonic obstruction) สภาพร่างกายและอายุที่มากทำให้ทุกวินาทีมีค่า ผมตัดสินใจผ่าตัดฉุกเฉินในคืนนั้นทันทีเพื่อช่วยชีวิต ด้วยการยกลำไส้มาเปิดที่หน้าท้อง (Left loop transverse colostomy) เพื่อระบายของเสียและลดแรงดันในลำไส้ การผ่าตัดครั้งแรกผ่านไปได้ด้วยดี เป็นการ “ซื้อเวลา” เพื่อให้เราได้วางแผนรักษาต้นตอของปัญหาต่อไป

แผนเดิมของผม คือ เมื่อร่างกายผู้ป่วยฟื้นตัวดีขึ้น ผมจะนัดมาทำการผ่าตัดใหญ่เพื่อเลาะก้อนมะเร็งออกในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ แต่แล้วโชคไม่เข้าข้างคุณยาย
ก่อนถึงวันนัดผ่าตัดไม่นาน ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิด มีลิ่มเลือดอุดตันที่ขาขวา (Deep vein thrombosis หรือ DVT) ภาวะนี้อันตรายมากและทำให้ความเสี่ยงในการผ่าตัดใหญ่พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวล ผมจำเป็นต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปเพื่อรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันให้คงที่เสียก่อน
ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ผมได้พูดคุยกับญาติผู้ป่วยหลายต่อหลายครั้ง เป็นการสนทนาที่หนักหน่วงเกี่ยวกับความเป็นจริง ความเสี่ยงที่สูงมากทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยวัย 88 ปีที่มีโรคประจำตัวซับซ้อน
แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกหนักอึ้งที่สุดกลับไม่ใช่ความยากของโรค แต่คือคำพูดของญาติที่บอกว่า “พวกเราไว้ใจคุณหมอครับ ฝากดูแลคุณแม่ด้วย”

ผมยอมรับตามตรงว่า “เครียดมาก” ครับ ความไว้ใจนั้นคือเกียรติยศสูงสุดของแพทย์ แต่ก็เป็นภาระที่หนักหนาที่สุดเช่นกัน ผมรู้ดีว่าเคสนี้ผมลุยเดี่ยวไม่ได้ ผมจึงระดมทีมปรึกษา ทั้งทีมวิสัญญีแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมในการดมยาสลบ และทีมอายุรแพทย์เพื่อเตรียมสภาพร่างกายผู้ป่วยให้พร้อมที่สุดสำหรับการผ่าตัดใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ในที่สุด วันแห่งการเดิมพันก็มาถึง
การผ่าตัดครั้งนี้มีความซับซ้อนและท้าทายมาก ผมตั้งใจที่จะทำสองอย่างในคราวเดียว คือการส่องกล้องเพื่อตัดก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ออก และทำการปิดรูทวารเทียมที่หน้าท้องเพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาขับถ่ายได้ตามปกติ
ในห้องผ่าตัดที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องช่วยหายใจและสัญญาณชีพ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างระมัดระวังและแข่งกับเวลา ตลอดระยะเวลา 5 ชั่วโมง 30 นาที ทีมงานทุกคนจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่… และปาฏิหาริย์แห่งความพยายามก็เกิดขึ้น

การผ่าตัดสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยเสียเลือดไปเพียงแค่ 50 CC. เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ สำหรับการผ่าตัดใหญ่ขนาดนี้ในผู้ป่วยสูงอายุ
บทสรุปของเรื่องนี้คือภาพที่สวยงามที่สุดสำหรับคนเป็นหมอ ผู้ป่วยฟื้นตัวดีจนสามารถกลับบ้านได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ท่านสามารถกลับไปใช้ชีวิต ขับถ่ายทางก้นได้เหมือนคนปกติ ไม่ต้องมีถุงหน้าท้องอีกต่อไป

สำหรับผมแล้ว ความสำเร็จไม่ได้วัดที่ความยากของเคสหรือเทคนิคที่ซับซ้อน แต่มันคือวินาทีที่เห็นผู้ป่วยพ้นจากความทุกข์ทรมานและกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
แค่เห็นรอยยิ้มของคนไข้และญาติในวันที่เดินออกจากโรงพยาบาล… แค่นี้ผมก็มีความสุขที่สุดแล้วครับ

